ทำไมไม่ปล่อยวาง?

 

พระพุทธองค์สอนให้ปล่อยวางอัตตา ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในกิเลสที่ก่อให้เกิดความโลภ โกรธ หลง ไม่ใช่ให้ปล่อยวางทุกอย่าง หากปล่อยวางทุกอย่าง ย่อมไม่มีข้อบัญญัติของศีล ของพระธรรมวินัย ย่อมไม่สอนให้คนมีความกตัญญู และเพียรชำระจิตให้บริสุทธิ์ 

กรณีการยกเหตุผลมาแย้งเรื่องการปล่อยวางก็เช่น หากมีคนเอาขยะมาทิ้งไว้กลางบ้านหากใช้ธรรม ว่า "ปล่อยวาง" เราก็ควรจะปล่อยให้ขยะเน่าอยู่ในบ้านโดยไม่ต้องทำอะไรเลย นั่นเป็นการปล่อยปละละเลย ไม่ใช่ปล่อยวาง 

ข้ออรรถธรรมที่ยืนยันคำสอนเรื่องปล่อยวางนี้ คือคำสอนต่อท่านอุปกะที่ว่า "ดูก่อนอุปกะ เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนอัตตาทิฏฐินุสัย คือความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเสีย เธอจะเบาสบายคลายทุกข์ คลายกังวล ไม่มีสิ่งใดสุขเสมอยิ่งไปกว่าการปล่อยวาง และสงบสำรวมตนอยู่ในธรรม"

สัญลักษณ์เหล่านี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า เป็นเพียงอิฐ หิน ปูน ทราย ให้ยึดมั่นแต่คำสอนเท่านั้น

โลกมีรูปปั้นอนุเสาวรีย์เชิดชูเกียรติของบุคคลสำคัญ ไว้เพื่ออะไรเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี ของบุคคลที่ทำให้ระลึกถึง รูปปั้นเหล่านั้นก็เป็นอิฐ หิน ปูนทราย มิใช่หรือ การที่โลกเคารพรูปปั้นเหล่านั้น หรือแม้กระทั่งธงชาติ เราไม่ได้เคารพ โดยความเป็นวัตถุ แต่เคารพในสิ่งหรือบุคคลที่ผู้สร้างมีเจตนาให้รำลึกถึง 

 

ดังนั้น พระพุทธรูป พระรูป รูปวาด รูปปั้น ผู้ปั้นผู้ทำ มีเจตนาให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า แม้แต่ชื่อก็เรียกว่า พระพุทธเจ้า เมื่อเขามีเจตนาเช่นนั้น โลกก็ต้องปฏิบัติต่อพระสัญลักษณ์ด้วยความเคารพ หรือ Respect ไม่ใช่มองว่า พระรูปนั้นทำจากอะไร แต่มองให้ลึกว่า ผู้ทำมีเจตนาให้รำลึกถึงใคร 

 

กรณีการให้ยึดมั่นแต่คำสอน ต้องถามต่อว่า แล้วใครเป็นคนสอนธรรม ในเมื่อพระพุทธเจ้าเป็นผู้สอน เราจะไม่ปกป้องพระเกียรติของพระองค ์ปล่อยให้ใครเหยียบย่ำพระสัญลักษณ์อย่างไรก็ได้เช่นนั้นหรือ ถ้าครูที่ให้ความรู้ยิ่งแก่ตน ถูกนำภาพ รูปปั้น หรือชื่อมาเหยียบย่ำทำลาย ศิษย์จะยืนอยู่เฉยๆ ปล่อยให้เขาย่ำยีต่อไปโดยไม่ออกมาหยุดยั้ง หรือปกป้องเกียรติของครูเช่นนั้นหรือ

พระพุทธองค์ไม่เคยสอนให้ยึดมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี เพราะเป็นอัตตา

พระพุทธองค์ปรินิพพานไปแล้ว มาปกป้องทำไม

ถูกต้องที่พระพุทธองค์ไม่เคยสอนให้ยึดในเกียรติและศักดิ์ศรีที่เป็นไปเพื่อความลุ่มหลงซึ่งเป็นอัตตา แต่ทรงสอนให้เคารพในสิ่งที่พึงเคารพ โดยในหลักธรรมข้อ สัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน รู้จักบุคคล ในการรู้จักนี้คือ การปฏิบัติต่อบุคคล ด้วยความเคารพ เช่น อับราฮัม ลินคอล์น เป็นประธานาธิบดีอเมริกาผู้ยกเลิกระบบทาสของอเมริกัน 

 

แม้ผู้ได้ประโยชน์จะเป็นชนชาวอเมริกัน แต่ด้วยคุณธรรมนี้ โลกย่อมให้ความเคารพ และให้เกียรติต่อท่าน โดยไม่แยกแยะความเป็นเชื้อชาติ เพราะการเคารพเป็นคุณธรรมของคนดี เราให้เกียรติ ยกย่องคุณธรรมความดีของผู้อื่น ไม่ใช่ห่วงเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเอง เพราะนั่นเป็นอัตตา แต่เมื่อใดก็ตาม บุคคลมีความประพฤติที่ผิดไปจากทาง เราต้องชี้ทางสอนให้เขาแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยไป 

 

เหมือนดั่งสมัยพุทธกาล มีพรามฌห์มาเรียกพระองค์ว่า "คนถ่อย" พระองค์ไม่โกรธ ไม่ได้ห่วงพระเกียรติ ของพระองค์ แต่พระองค์ไม่ได้ปล่อยให้ผ่านไป โดยพระองค์ได้ตรัสสอนพราหมฌ์ผู้นั้นว่า คำว่า คนถ่อย คือคนทุศีล ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์แล้วเช่นพระองค์ นี่ความต่างระหว่างความยึดถือความคิดในทางที่ผิด กับการแก้ไขสิ่งที่ผิดให้มาสู่ความถูกต้อง 

 

นี่คือ หลักที่แสดงให้เห็นถึงความสับสนสำหรับผู้ที่อ่านธรรมมาก แต่หากไม่ได้เข้าถึงในระดับปฏิบัติ จะมีแต่คำถามที่ผุดมาโต้แย้งสารพัด จนความดีงามในจิตที่แท้จริง ถูกบดบังด้วยกิเลสในตน

การสนับสนุนให้คนยึดมั่น กราบไหว้พระพุทธรูป ทำให้คนห่างจากธรรมมากยิ่งขึ้น

ทำไมไม่ปฏิบัติตามคำสอน มานั่งปกป้องพระพุทธรูปทำไม?

ถ้าเช่นนั้น พ่อแม่ที่ตายไปแล้ว ก็ไม่ต้องปกป้องเกียรติคุณของท่านใช่มั้ย ใครอยากลบหลู่ ย่ำยี กล่าวร้ายต่อท่านอย่างไรก็ปล่อยให้เขาทำไปเพราะท่านตายไปแล้วใช่หรือไม่

คนห่างจากธรรม ไม่ใช่เพราะกราบไหว้พระพุทธรูป แต่ห่างเพราะไม่พาตนศึกษาให้เข้าถึงธรรม ในระดับการปฏิบัติ เราไม่ได้สนับสนุน ให้คนกราบไหว้พระพุทธรูปโดยไม่ศึกษา และประพฤติธรรมอย่างลึกซึ้ง แต่เราไม่อาจปล่อยปละละเลย ให้คนประพฤติต่อพระพุทธรูปอย่างผิดๆ ได้ ผู้ไม่รู้หลักประพฤติเราต้องสอนต้องชี้ทาง ไม่ใช่ปล่อยเขาไป หากใช้หลักปล่อยเขาไป ก็เท่ากับเราไม่ได้เข้าถึงธรรมของพระพุทธองค์ 

 

เมื่อพระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ทรงออกสอนเผยแพร่ธรรมต่อผู้ที่หลงผิด พระองค์ไม่ได้ปล่อยเขาไปตามยถากรรม พระองค์ทรงชี้ทางเพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิด มาสู่ทางที่ถูกต้อง ให้คนหลุดพ้นจากความหลงผิด คืออวิชชา

พุทธองค์สอนให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่นี่กลับมาสอนให้ยึดมั่นถือมั่นในวัตถุหรือ?

พระพุทธรูปจริงหรือปลอม

เพราะเราปฏิบัติตามคำสอน คือไม่ทำบาปทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม และชำระจิตให้บริสุทธิ์ ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ใช่ด้วยเพียงท่องอ่านตำรา เราจึงได้ตระหนักในระดับจิตวิญญาณว่า เครื่องรำลึกถึงพระคุณ เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องปกป้อง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้เห็น สิ่งนั้นก็จะทำให้น้อมไปถึงพระพุทธองค์ทันที การปกป้องเครื่องแทนพระคุณ ก็คือการปกป้องพระพุทธศาสดา

ไม่ได้ให้ยึดมั่นถือมั่น แต่เพียงขอให้ปฏิบัติด้วยความเคารพ อย่างถูกต้องเหมาะสม ใครที่ยึดก็ต้องแก้จิตตนเองไม่ให้ยึด คือเมื่อรำลึกถึงพระองค์แล้ว ก็ต้องพัฒนาจิตไปให้ถึงการปฏิบัติ 

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เมื่อท่านเห็นรูปของพระพุทธเจ้าในหนังสือพิมพ์ตกอยู่กับพื้น ท่านรีบเก็บขึ้นมาอยู่ในที่ๆ เหมาะสม ไม่ให้คนเหยียบย่ำ นี่ยึดหรือเปล่า หากเราคอยแต่จะเล่นแง่ หาข้อจับผิด จับเรื่องนึงมาโยงกับอีกเรื่องนึง เพื่อจะเอาชนะกันให้ได้ นี่แหละ คือการยึดถืออัตตา คือ ความมีตัวตนอันมืดบอด

พวกที่ขายพระเครื่อง หรือพระพุทธรูปวางกับพื้นจะว่าอย่างไร ขายเป็นสินค้าเกลื่อนกลาด จะว่าอย่างไร ทำไมไม่ไปว่าเขา

ทำไมเมื่อก่อน ไม่เคยมีใครออกมาปกป้องพระพุทธองค์เช่นนี้

หากถามเช่นนี้ แสดงว่า ผู้ถามติดอยู่กับความเป็นวัตถุ 

 

ความจริงหรือปลอมแห่งวัตถุ ไม่มีความหมายอันใดเลย ความหมายที่แท้จริงอยู่ที่วัตถุนั้น ทำให้ใจเราน้อมนึกถึงใคร และใจที่น้อมนั้น จะทำให้เราแสดงออกต่อวัตถุนั้นอย่างไร "เจตนาย่อมอยู่เหนือวัตถุ" 

 

ผู้สร้าง มีเจตนาทำนั้นวัตถุนั้นเพื่อแทนใคร และชี้นำให้ปฏิบัติต่อวัตถุนั้นอย่างไร นั่นก็แสดงให้เห็นเจตนาที่เขามีต่อคนผู้นั้นเช่นนั้น เขาเห็นพระรูปและพระสัญลักษณ์ เป็นเพียงเครื่องใช้ทำมาหากิน นำรูปของพระพุทธเจ้ามาอยู่ในพื้นรองเท้า นำมาประดับในห้องน้ำ นั่นแสดงว่า เขามีความคิดต่อพระพุทธเจ้าเช่นไร เขากล้าที่จะเหยียบย่ำผู้ที่สูงไปด้วยคุณงามความดีปานนี้ แล้วพุทธศาสนิกชนจะเพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนั้นหรือ การเงียบเฉย ก็ไม่ต่างอะไรกับการสนับสนุนการกระทำนั้น

 

ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า "โลกจะไม่ได้ถูกทำลายด้วยน้ำมือของคนชั่วร้าย แต่จะถูกทำลายจากคนที่เฝ้าดูการกระทำนั้น โดยไม่ออกมาทำอะไรเลย"

สมเด็จโตท่านสอนไว้ว่า ผู้ที่จำหน่ายพระพุทธรูปหรือพระเครื่องนั้น หากทำโดยเจตนา เพื่อให้คนได้มีไว้เพื่อรำลึกถึงพระคุณ ก็ถือว่าเป็นการช่วยสืบพระศาสนาทางหนึ่ง

 

แต่หากเขาทำด้วยความลุ่มหลง หมายให้เป็นสินค้า โดยขาดความเคารพอย่างแท้จริง นั่นย่อมไม่เหมาะสม และความลุ่มหลงของผู้ที่เล่นพระเครื่อง ซื้อขายเช่ากันเป็นล้าน นั่นเป็นปัญหาความโลภ และการยึดมั่นถือมั่นส่วนบุคคล ซึ่งเขาต้องแก้ไขกิเลสของตน แต่ผู้ที่เข้าถึงคำสอน ย่อมไม่สนับสนุนให้คนทำเช่นนั้น เราสอนให้คนเคารพ แต่ไม่ให้ยึดถืออย่างผิดทาง 

ทำไมไม่ไปจัดการกับพระปลอม พระทุศีล หรือ ต่างๆ ฯลฯ

พระพุทธศาสนาขาดผู้กล้าหาญ กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง และแยกแยะไม่ออกระหว่างการรักความสงบ และสันติ กับการออกมาแก้ไขสิ่งผิดให้เข้ามาสู่ทางอันถูกต้อง และการรับธรรมอันฉาบฉวย โดยเฉพาะคำว่า "ปล่อยวาง" กลายเป็นการสนับสนุนให้สิ่งผิดดำเนินต่อไป

นี่เป็นการยัดเยียดความเชื่อ

ระเบียบการปกครองสงฆ์ มีคณะสงฆ์เช่น มีมหาเถระสมาคมเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนนี้จึงเป็นส่วนของคณะสงฆ์ การจะแก้ไขอะไรให้สัมฤทธิ์ผลนั้นเราควรช่วยกันในหน้าที่ และกำลังที่ตนทำได้ หากมัวแต่เกี่ยงว่า ทำไมไม่ทำเรื่องนั้น เรื่องนี้ก่อนท้ายที่สุด ก็จะไม่มีเรื่องใดเลยได้รับการแก้ไข เพราะมัวแต่เกี่ยงและตั้งคำถาม แต่ไม่ลงมือปฏิบัติ

ถ้าเช่นนั้น แล้วทำไมต้องยกคำสอนมาอ้างเพื่อสนับสนุนความคิดนี้

การบอกไม่ให้นำพระพุทธรูปมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ เป็นการทำลายช่องทางทำงานหากินคนอื่นหรือเปล่า

คนมักมองศาสนาว่าเป็นเรื่องของความเชื่อ โดยมองข้ามความเป็นแนวทางให้ประพฤติดี มีศีลธรรมและเมตตาต่อกัน สิ่งที่มาก่อนศาสนาคือ สามัญสำนึกในความเป็นมนุษย์ เป็นสำนึกแห่งการแยกแยะระหว่างความดีและความชั่ว 

 

"จิตสำนึกอยู่เหนือความเป็นศาสนา" 

 

มิเพียงแต่พระพุทธเจ้าจะเป็นพระพุทธศาสดา แต่พระองค์คือมนุษย์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งยิ่งผู้หนึ่ง 

 

ดังนั้นโลกย่อมต้อง ปฏิบัติต่อพระองค์ ด้วยสามัญสำนึกแห่งความดีในจิตใจ คือ ความเคารพ RESPECT โดยไม่ต้องเสียเวลามาอภิปรายเรื่องความเชื่อทางศาสนา หรือ นั่งเปิดคำสอนเพื่อคำโต้แย้งใดๆ

ที่ต้องยกคำสอนเช่น "ปล่อยวาง" หรือ "อุเทสิกเจดีย์" มาอ้างอิง ก็เพราะคนแต่ละคน มีปัญญาและอัตตาไม่เท่ากัน คนปัญญามากอัตตาน้อย พูดเรื่อง การเคารพผู้มีคุณธรรม แค่นี้ก็เข้าใจแล้ว ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมาพูดต่อเลย แต่ผู้ที่คิดว่าตนมีปัญญามาก และอัตตาสูง ก็มักจะคอยหาข้อโต้แย้ง จึงต้องมีการยกคำสอนมาอ้าง

เป็นการช่วยให้เขาไม่ลงสู่อบายภูมิมากกว่า คนที่ค้าขายได้กระทั่งเครื่องแทนคุณพระศาสดาของตนเอง โดยมีจุดประสงค์ที่เป็นไปด้วยความโลภ โดยไม่คำนึงถึงว่า คนซื้อจะนำไปย่ำยีอย่างไร คนเช่นนั้นจะมีที่ไปอย่างไร การชี้ทางของเรา จึงไม่ใช่การทำลายแต่เป็นการฉุดเขาขึ้นมาจากอบายมากกว่า

หากคนในศาสนา มีความประพฤติไปในทางที่เสื่อมจากคุณงามความดีเสียแล้ว ก็จะเป็นเหตุแห่งศาสนาเสื่อม 

จริงอยู่ คำสอนของพระพุทธองค์ไม่เคยเสื่อม แต่ในความเป็นศาสนา มีส่วนประกอบอยู่ 3 ส่วน คือ

  1. พระศาสดา

  2. คำสอน

  3. ผู้นับถือและปฏิบัติตามคำสอน

 

เมื่อส่วนที่ 3 เสื่อม ก็ทำให้ภาพรวมเสื่อมไปด้วย เพราะเปรียบเสมือนส่วนควบ คือจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ เหมือนรถ หากไม่มีล้อ ก็ไม่ใช่รถ ก็เหลือเพียงตัวถัง ดังนั้น คำว่า "ศาสนาเสื่อม" นั้นจึงถูกต้องแล้ว

ตอบโดย :
อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล
ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต
ผู้ก่อตั้งองค์กรโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา

Copyright © 2012-2019 - 5000s.org by Knowing Buddha Organization