จิตคือกาย กายคือจิต

“จิตคือกาย กายคือจิต”

คำๆ นี้ มักมีผู้ไม่แจ้งในความหมาย ว่าเป็นไปได้อย่างไร

บ่อยครั้งทีมีศิษย์มาถามข้าพเจ้าว่า จิตอยู่ที่ไหน อยู่ที่หัวใจ หรือกระหม่อม หรือระหว่างคิ้ว

ข้าพเจ้าตอบว่า “อยุ่ทุกที่ที่มีความรู้สึก ปลายนิ้วเท้าก็จิต บนกระหม่อมก็เป็นที่ตัั้งของจิต ทุกส่วนในร่างกายคือจิตทั้งสิ้น เพราะจิตฝังอาศัยอยู่ในกาย ทุกส่วนในร่างกายก็คือที่ตั้งของจิต ดังนั้น จิตกับกายจึงเป็นส่วนเดียวกัน มีความเกี่ยวเนื่องถึงกันหมด

เมื่อจิต มีอำนาจสั่งกายให้ทำงาน คือให้คิด พูด ทำ ใดๆ ผลของการกระทำที่ถูกสั่งด้วยจิต จึงไปปรากฏแสดงผลอยู่ในกายด้วย และพอกายนี่เสื่อมสภาพไปตามสังขาร จนกระทั่งตายไปในที่สุด จิตต้องถอนออกจากกาย ผลจากกระทำใดๆ ก็ฝังอยู่ในจิตเต็มที่ เรียกว่า

ฝังอยู่ในจิตส่วนสังขาร ผลจากการกระทำก็กลายเป็นรหัสกรรมที่เป็นเครื่องชี้นำว่า จิตดวงนี้ จะมี

ทางเดินต่อไปอย่างไร ไปจุติในภพภูมิไหนด้วยสิ่งที่ฝังแฝงอยู่ในจิตสังขารเป็นเข็มทิศที่พาจิตไปจุติ

การปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐาน เป็นทางแห่งธรรมแท้ต่อการหลุดพ้น ที่ให้ผลแรงและหลุดพ้นอย่างรวดเร็ว เพราะตีตรงมาที่สังขารอย่างไม่อ้อมค้อม ปฐมวัจนะของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสในวันตรัสรู้ ก็ทรงตรัสว่า “จิตของเรา ปราศจากสังขารการปรุงแต่งแล้ว”

เมื่อไม่มีสังขารใดฝังอยู่ ก็ไม่มีเชื้อใดที่ทำให้มีภพชาติอีก ดังนั้น ด้วยหลักการ ปฏิบัติที่เพ่งดูมาที่กายเพื่อเผากิเลส จึงเป็นการเผาสังขารให้สิ้นไปตามลำดับขั้น จึงทำให้พ้นทุกข์และเข้าสู่ทางนิพพานอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลปรากฏเกิดแก่ทั้งกับกายและกับจิต คือทั้งกายและจิต จะเบาโปร่งสบาย และจิตเกิดมีความอ่อนโยน ตามมาด้วยจิตสำนึกกตัญญู อย่างที่ไม่เคยมีไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นก็เพราะความหยาบกระด้างจากอำนาจกิเลส ถูกเผาไปไม่ต้องไปอ้อม จากข้างนอกมาข้างในเช่นการไปฝึกเพ่งกสิณ หรือได้แต่สวดมนต์ ซึ่งเป็นเพียงการทำสมาธิ ผู้ที่ชอบสวดมนต์นานๆ ก็เพราะเลี่ยงไม่อยากฝึกฝนจิต ชอบให้มีการเคลื่อนไหว คือ เคลื่อนด้วยการพูด จะได้ไม่รู้สึกอึดอัด การฝึกแต่สมาธิอย่างเดียว ก็เป็นการกดทับกิเลสและบาป ให้สงบอยู่ชั่วขณะด้วยกำลังฌาน ขณะที่ดิ่งเข้าฌาน จิตก็รู้สึกสงบ แต่ไม่เกิดปัญญา คือหาทางดับทุกข์ไม่ได้ เพราะกดทับมันไว้ ได้แต่นิ่งอยู่เช่นนั้น นิ่งไปนิ่งมา เจอมารขุดสังขารออกมาเป็นภาพนิมิตหลอก ผุ้ที่ดำรงแต่สติ รู้ตัวอยู่เสมอ แต่ไม่เอาสติมาพุ่งชนเป้าหมายเพื่อทำลายสังขาร ได้แต่รู้อยู่แต่ระดับผิวๆ พอเจออาสวะกิเลสที่มีกำลังแรงมากแผลงฤทธิื์ ก็ไม่อาจต้านทานกำลังกิเลสได้

ข้าพเจ้าจึงยืนยันว่า การเพ่งดูจิตแล้วเผาประหารกิเลสนี่แหละทางทั้งตรงทั้งลัด พระพุทธองค์สอนไว้ในสติปัฏฐานสี่ว่า อาตาปี สัมปชาโณ สติมา คือมีความเพียรเผากิเลส เตโชวิปัสสนานี่เผาจริงๆ เผาในระดับปรมัตถ ในระดับจิตที่มหัศจรรย์เกินบรรยาย เป็นธรรมที่ต้องค้นลงมาที่จิตจริงๆ จินตนาการไม่ได้เลย

เวลาศิษย์ที่สะสมกรรมมามาก กรรมก็ปรากฏขึ้นทางกายเป็นเวทนาหรือมีความเจ็บปวดที่รุนแรง เช่น ผู้ทำกรรมกับบุพการีมามาก กรรมปรากฏที่กลางกระดูกสันหลังเลย ที่กรรมฝังอยู่ตรงนี้ก็เพราะ กระดูกสันหลังเป็นแกนชีวิต กรรมชนิดนี้ หากยังไม่แก้ไข พอตายไปแล้วดิ่งสถานเดียว ส่วนผู้เพียรภาวนเผาบาปเผากิเลสมามาก จะไม่มีความเจ็บปวดรุนแรงตามร่างกายเลย จะมีเพียงความเมื่อยล้าตามลักษณะกายสังขารเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงสอนศิษย์เสมอว่า เวลาภาวนาแล้วมีเวทนารุนแรง อย่าท้อถอย ให้รู้ว่า ดีแล้วที่เราได้มีโอกาสแก้ไขตัวเอง และอย่าคิดว่า ที่เวทนารุนแรงเพราะนั่งนานแล้วจึงปวด แต่ทำไมเวลานั่งดูหนังสามชั่วโมงรวด จึงไม่ปวด นั่นก็เพราะเวลาดูหนัง จิตมันปรุง แต่พอปฏิบัติภาวนา จิตดิ่งลงไปดูความจริงที่ฝังในสังขาร จึงได้รู้กรรมที่ปรากฏเป็นเวทนา

นักภาวนาที่พยายามหนีเวทนา จะหาความเจริญก้าวหน้ามิได้เลย เพราะการหนีภาวนา คือการหนีกรรมนั่นเอง กรรม หรือทุกข์ มีไว้ให้เผชิญ แต่ภพชาติ มีไว้ให้หนี ดังนั้น ต้อง

ตั้งหลักให้ดี สู้กันจนหยดสุดท้าย นี่แหละ คือ ธรรมแท้ของคนจริง

ผลสืบเนื่องจากการที่กรรมนั้นฝังไว้ในสังขาร ผลจากการหยั่งรู้ลึกลงไปในชั้นสังขารด้วยการเพ่งดูจิตจริงๆ ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจกระจ่างแจ้งถึง

ที่ไปของชีวิตหลังความตายว่า เป็นอย่างไร เป็นการรู้จากการภาวนาไม่ใช่จากตำรา ข้าพเจ้าเขียนเป็นคำสอนเอาให้ศิษย์อ่านประจำสัปดาห์ใน Techoblog.org ในเรื่อง “ตายแล้วไปไหน” ให้ท่านอ่านพิจารณาดังนี้

….

ตายแล้วไปไหน…..เป็นคำถามง่ายๆ ที่คนอยากรู้อยู่เสมอ

คำตอบที่คนส่วนใหญ่มักคิดแบบรวบความก็คือ

“ไปสวรรค์หรือนรก แล้วแต่กรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้”

ซึ่งในความเป็นจริง มีรายละเอียดปลีกย่อยที่กว่าจะไปถึงสวรรค์หรือลงนรกนั้น ก็มีหลักวิธีที่ควรรู้ไว้โดยความสำคัญอันดับแรกคือ

จิตดวงสุดท้ายก่อนที่จะตาย จะเป็นจิตดวงแรกที่พาไปจุติ

หมายถึง ผู้ตาย ตายด้วยจิตลักษณะใด ณ ขณะจิตนั้น จะเป็นดวงจิตที่พาไปเกิดในภพภูมิใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำกรรมดีมามาก แต่เคยมีกรรมชั่วติดค้างใจ นึกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็เสียใจ เสียวสันหลัง หรือมีความหวาดกลัวผลกรรม ที่จะตามสนอง พอถึงเวลาใกล้จะตาย จิตจะอ่อนแรงเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน หากกรรมที่เคยทำไว้หรือสิ่งที่ติดค้างใจมีพลังแรง จิตสังขารนั้นก็สามารถแทรกทะลุกรรมดีใดๆให้พุ่งหน้ามาส่งผลก่อน จึงสามารถทำให้กลายเป็นคนที่แม้ทำดีมาพอควร แต่กลับไปจุติในอบายภูมิก่อนได้

ดังนั้น การประคองจิตดวงสุดท้ายก่อนจะตาย ให้นึกถึงแต่สิ่งดีๆ และสูงๆ เช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ และสูงสุดคือนิพพาน จะทำให้ผู้ใกล้ตายได้มีโอกาสไปจุติในที่สูงก่อนในช่วงสั้นๆ เมื่อหมดอายุขัยแล้ว ก็ไปเสวยกรรมวิบากต่อไป

การจะคิดว่า พอถึงเวลาใกล้จะตาย จะเล็งจิตให้คิดถึงพุทโธ หรือพระอรหันต์ไว้ให้ได้ นั่นเป็นความไม่รู้แท้และประมาท เพราะจิตที่มีกรรมหรือมีเหตุติดค้างใจรุนแรง เช่นความพยาบาท จิตประเภทนี้มีพลังมาก พอถึงเวลาจิตอ่อนใกล้หมดลม พลังพยาบาทก็จะอาละวาด พุ่งทะลุกำแพงสังขารออกมาก่อนคนอื่นๆ เพราะแรงมากกว่าคนอื่น พอพุ่งมาเสียแล้วก็หมดสิทธิ์คิดถึงพุทโธ เพราะจิตขาดกำลังต้าน เพราะเวลาสังขารนั้นมา จะโถมมาเป็นพายุ คนมีจิตพยาบาทสูงจึงไปเกิดในอบายภูมิ เช่น ไปจุติทันทีเป็นเปรต หรืออสูรกาย หรือไม่ก็ถูกดูดลงไปเกิดเป็นสัตว์เดรฉานทันที เช่นงู จรเข้ สุนัขที่ดุร้าย เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ จิตที่พุ่งออกมาคือกิเลสที่ดุร้ายที่มีกระแสไปพ้องกับจิตสัตว์เหล่านี้ พอจิตสังขารถูกกระแสเหล่านี้พุ่งนำหน้าไป ก็จะถูกดูดให้ไปเข้าหากระแสพลังงานที่มีคลื่นเดียวกัน ทำให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้โดยง่าย

ส่วนคนที่มีจิตเหล่านี้บางเบา และทำความดีมาพอตัว หากนึกถึงพระรัตนตรัยก่อนตายได้ ก็ไปจุติในภูมิสวรรค์ได้ทันทีเช่นกัน เช่น ไปจุติภูมิเทวดาได้ตามกำลังจิตและด้วยฐานบุญที่สร้างมา เมื่อหมดอายุขัยจากตรงนั้นแล้วก็จะไปจุติที่ศูนย์รวมกรรม เพื่อไปรับใช้บาป หรือไม่ก็ไปจุติเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์แล้วแต่กำลังกรรมของตน ผู้ที่มีกรรมดีมาพอตัว แต่หากเวลาใกล้ตายแล้วไม่สามารถน้อมจิตคิดถึงกรรมดีได้ เพราะเกิดตายแบบฉับพลันไม่ทันตั้งหลัก กระแสจิตก็จะพัดลงไปที่โลกวิญญาณ ให้มาถึงทางแยกที่จะตัดสินว่า จะไปสู่นรกหรือสวรรค์….. นี่หมายถึงเฉพาะผู้ที่ตายตามอายุขัย แต่ผู้ที่ตายก่อนอายุขัย ก็อีกแบบนึง เรียกว่า เรื่องตายแล้วไปไหนมีความสลับซับซ้อนมาก

การได้ภพภูมิสวรรค์หรือนรก มีทางแยกหลายรูปแบบ ที่พอสรุปได้ดังนี้

แบบที่ 1. หากเป็นคนที่ทำทั้งความดีและความชั่วพอๆ กัน

เป็นความดีแบบพื้นๆ ไม่ได้ตั้งใจดีจริงๆ จังๆ เช่น ทำบุญตักบาตร ทำสังฆทานแต่ไม่ประกอบสัมมาอาชีวะ เช่น ทำอาชีพออกเงินกู้ ขูดเลือดเนื้อเพื่อนมนุษย์ ฆ่าสัตว์แบบไร้ปราณี เห็นชีวิตคนอื่นเป็นของเล่น ทำผิดศีลเป็นชู้กับคนอื่น คดโกงได้เสมอแม้จะเล็กๆ น้อยๆ เช่น โกงน้ำหนักตาช่าง โกหกเอาตัวรอดเป็นนิจจนติดปาก ผู้ที่ทำผิดศีลเสมอ และทำดีแบบหวังผล ไม่เคยลงแรงอะไรจริงจัง ศรัทธาไม่มี มีแต่ลงทุนอย่างเดียว พอตายไปแล้ว จิตออกจากร่าง ก็จะไปจุติที่ศูนย์รวมกรรม คือไปแออัดรอการพิพากษากรรมอยู่ที่โลกวิญญาณ เขาวางอาณาเขตไว้ให้ คนไหนที่มีกรรมเด่นมาก ตัวก็จะหนาและน่ารังเกียจ ซึ่งนายนิรยบาลหรือผู้คุมวิญญาณยังไม่แน่ใจว่าจะส่งไปสายไหนก่อน คือสายนรกหรือสายสวรรค์ ก็ให้ไปรอการพิพากษาจากยมบาล ส่วนคนไหนที่มีบุญเด่นกว่า จิตจะผ่องใสกว่า ก็จะเดินไปสู่สายทางแยกที่ไปสวรรค์ ซึ่งไม่ใช่ลอยขึ้นไปทันที แต่ต้องถูกชี้ทางหรือพาเดินไปสู่ทางแยกก่อน แล้วจึงขึ้นไปด้วยพาหนะอย่างใดอย่างนึง เช่น อาจเป็นเรือ เป็นต้น

จิตลักษณะนี้ จะได้แค่ภพภูมิเทวโลกเท่านั้น ไม่สูงถึงขั้นพรหมโลก

ส่วนผู้ที่ต้องไปเข้าคิวถูกพิพากษากรรม พอไปถึงช่วงนั้น ยมบาลซึ่งมีบัญชีบุญบาปปรากฏอยู่แล้ว ก็จะไล่เรียงถาม ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าวิญญาณนี้ทำอะไรมาบ้าง ที่ถามก็เพื่อจะดูสิว่า ได้สำนึกผิดบ้างหรือเปล่า ได้เอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาหากิน หรือได้น้อมใจปฏิบัติธรรมของพระองค์บ้างหรือไม่ ที่ถามก็เพื่อจะดูว่า ขนาดนั่งอยู่หน้ายมบาลแล้วนี่ วิญญาณนี้มีจิตสำนึกขึ้นมาบ้างมั้ย ท่านไม่ได้จะถามเพื่อจะไล่ให้จนมุม แต่จะถามเพื่อเปิดทางให้มีทางออกให้ได้ลดหย่อนผ่อนโทษให้บ้าง เวลาซักถามก็ถามแบบทนายความนั่นแหละ แต่จะอ่อนโยนหรือดุดัน ก็แล้วแต่กรรมที่คนๆ นั้นทำมา คือหากกรรมที่ทำมาเลวทรามมาก เช่นลบหลู่พระบรมศาสดาเอาพระเศียรไปค้าขาย ไปทำเป็นกระถางต้นไม้ ไปเป็นของตกแต่งให้คนวางในสวนหรือในห้องน้ำ พญายมบาลผู้ยังมีกิเลส ก็ไม่อาจระงับความคับข้องใจเช่นกัน ท่านก็มิอาจจะพูดอ่อนโยนได้ ท่านก็อยากจะระบายความอึดอัดใจเช่นกัน คือแทนที่จะรีบส่งลงไปนรกขุมหนักทันที ท่านจะถามว่า

“เจ้าไม่รู้หรือว่า พระพุทธเจ้านี่คือใคร เจ้าไม่มีสำนึกเลยหรือว่า สิ่งที่เจ้าทำมันชั่วช้าสามานย์ขนาดไหน ก่อนนอนเจ้าขอพระพุทธเจ้าไม่ใช่หรือ แต่เจ้าทำกับสัญลักษณ์ของพระองค์ได้อย่างไร….” ที่ท่านพูดทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการคำตอบเลย แต่ถามเพราะอยากให้วิญญาณได้รู้สำนึกก่อนจะถูกส่งไปเผา ว่าแล้วก็ตัดสินโครมลงไป นรกขุมหนักสถานเดียว จะกี่ร้อยกี่พันปี หมดสิทธิ์อุทธรณ์

แต่หากคนผู้นั้นไปฆ่าคนตายเพราะทนแรงแค้นที่ถูกกดดันไม่ได้ ยมบาลก็จะเกิดจิตเมตตาเพราะรู้ว่าเกิดจากจิตจองเวรตามอำนาจกรรม ท่านก็จะไล่เรียงแบบจิตเมตตา เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้สำนึกผิด จะได้มีช่องลดหย่อนโทษให้ได้

ทีนี้ วิญญาณบางประเภทที่ตายแบบไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้มีลูกหลานมาสอนให้ปลงอนิจจัง มาเปิดเทปธรรมให้ใจน้อมก่อนตายว่า วาระสุดท้ายของเรามาถึงแล้ว บางคนที่หากมีเวลาอยู่บ้าง ได้มารับการอบรมใจในนาทีท้ายๆ ก็อาจจะมีสำนึกผิดก่อนตาย พอไปถูกพิพากษาเข้าก็เกิดจิตสำนึกผิดขึ้นมา ก็น้อมใจขอโทษ ยมพบาลก็จะเปิดโอกาสให้พรรณาถึงความดีที่ได้ทำมา เพื่อท่านจะได้ลดโทษให้ นี่จึงว่า พญายมบาลท่านจิตใจดีมีเมตตาจริงๆ แต่พวกตายฉับพลันเช่นตายจากอุบัติเหตุแบบไม่ทันตั้งตัวหรือป่วยหัวใจวายตาย จิตไม่เคยอบรมบ่มเพาะธรรมไว้เลย พอไปถูกพิพากษา จิตก็ยังมีติดเถียง ติดโกหก ไม่ยอมรับการกระทำของตน ยังคิดว่าตนเป็นมหาเศรษฐี เป็นผู้มีอำนาจเหมือนตอนอยู่บนโลก พอไม่ยอมรับเท่านั้นเอง การกระทำใดที่ฝังอยู่ในสังขาร ยมบาลเขาเรียกมาฉายให้เห็นเป็นฉากๆ ได้เลย เพราะจิตเป็นกระแสพลังงาน ฝังอยู่ในรหัสสังขารลองไปบอกว่า

“ไม่ได้ทำใช่มั้ย แล้วนั่นใคร ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า”

วิญญาณก็เถียงไม่ออก คิดไม่ถึง เพราะไม่ได้ปฏิบัติเตโชวิปัสสนาที่เพ่งดูจิตเผากิเลส เลยไม่รู้ว่า จิตของตนนั่นแหละคือผู้บันทึกกรรมของตนทั้งส้ิน พอภาวนาไป มันก็เห็นตัวเองตอนเด็กๆ บ้าง ตอนไปทำบาปบ้าง ตอนไปสั่งลงโทษคนอื่นอย่างเหี้ยมโหดบ้าง บางคนเห็นขนาดตั้งแต่เกิด และย้อนไปถึงอดีตชาติได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะเจาะลงไปในจิตสังขารจึงได้เห็นชีวิตของตนเอง ส่วนคนที่ไม่เคยปฏิบัติมา ก็ใช้นิสัยแถ แล