Copyright © 2012-2019 - 5000s.org by Knowing Buddha Organization

Please reload

Recent Posts

Discover the Spiritual Life - by Vipassana Master

January 19, 2016

1/1
Please reload

Featured Posts

จิตคือกาย กายคือจิต

 

 

“จิตคือกาย  กายคือจิต”

 

คำๆ นี้  มักมีผู้ไม่แจ้งในความหมาย ว่าเป็นไปได้อย่างไร

 

บ่อยครั้งทีมีศิษย์มาถามข้าพเจ้าว่า  จิตอยู่ที่ไหน  อยู่ที่หัวใจ หรือกระหม่อม หรือระหว่างคิ้ว

ข้าพเจ้าตอบว่า “อยุ่ทุกที่ที่มีความรู้สึก  ปลายนิ้วเท้าก็จิต  บนกระหม่อมก็เป็นที่ตัั้งของจิต  ทุกส่วนในร่างกายคือจิตทั้งสิ้น   เพราะจิตฝังอาศัยอยู่ในกาย  ทุกส่วนในร่างกายก็คือที่ตั้งของจิต ดังนั้น จิตกับกายจึงเป็นส่วนเดียวกัน  มีความเกี่ยวเนื่องถึงกันหมด

เมื่อจิต มีอำนาจสั่งกายให้ทำงาน  คือให้คิด พูด  ทำ ใดๆ ผลของการกระทำที่ถูกสั่งด้วยจิต  จึงไปปรากฏแสดงผลอยู่ในกายด้วย   และพอกายนี่เสื่อมสภาพไปตามสังขาร จนกระทั่งตายไปในที่สุด  จิตต้องถอนออกจากกาย ผลจากกระทำใดๆ ก็ฝังอยู่ในจิตเต็มที่ เรียกว่า

ฝังอยู่ในจิตส่วนสังขาร  ผลจากการกระทำก็กลายเป็นรหัสกรรมที่เป็นเครื่องชี้นำว่า  จิตดวงนี้ จะมี

ทางเดินต่อไปอย่างไร  ไปจุติในภพภูมิไหนด้วยสิ่งที่ฝังแฝงอยู่ในจิตสังขารเป็นเข็มทิศที่พาจิตไปจุติ

 

       การปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐาน  เป็นทางแห่งธรรมแท้ต่อการหลุดพ้น ที่ให้ผลแรงและหลุดพ้นอย่างรวดเร็ว  เพราะตีตรงมาที่สังขารอย่างไม่อ้อมค้อม   ปฐมวัจนะของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสในวันตรัสรู้  ก็ทรงตรัสว่า “จิตของเรา  ปราศจากสังขารการปรุงแต่งแล้ว”   

        เมื่อไม่มีสังขารใดฝังอยู่  ก็ไม่มีเชื้อใดที่ทำให้มีภพชาติอีก  ดังนั้น ด้วยหลักการ ปฏิบัติที่เพ่งดูมาที่กายเพื่อเผากิเลส  จึงเป็นการเผาสังขารให้สิ้นไปตามลำดับขั้น  จึงทำให้พ้นทุกข์และเข้าสู่ทางนิพพานอย่างรวดเร็ว  ซึ่งผลปรากฏเกิดแก่ทั้งกับกายและกับจิต  คือทั้งกายและจิต จะเบาโปร่งสบาย และจิตเกิดมีความอ่อนโยน ตามมาด้วยจิตสำนึกกตัญญู อย่างที่ไม่เคยมีไม่เคยเป็นมาก่อน   นั่นก็เพราะความหยาบกระด้างจากอำนาจกิเลส ถูกเผาไปไม่ต้องไปอ้อม  จากข้างนอกมาข้างในเช่นการไปฝึกเพ่งกสิณ  หรือได้แต่สวดมนต์  ซึ่งเป็นเพียงการทำสมาธิ  ผู้ที่ชอบสวดมนต์นานๆ ก็เพราะเลี่ยงไม่อยากฝึกฝนจิต  ชอบให้มีการเคลื่อนไหว  คือ เคลื่อนด้วยการพูด  จะได้ไม่รู้สึกอึดอัด  การฝึกแต่สมาธิอย่างเดียว  ก็เป็นการกดทับกิเลสและบาป  ให้สงบอยู่ชั่วขณะด้วยกำลังฌาน  ขณะที่ดิ่งเข้าฌาน จิตก็รู้สึกสงบ แต่ไม่เกิดปัญญา คือหาทางดับทุกข์ไม่ได้  เพราะกดทับมันไว้  ได้แต่นิ่งอยู่เช่นนั้น นิ่งไปนิ่งมา เจอมารขุดสังขารออกมาเป็นภาพนิมิตหลอก   ผุ้ที่ดำรงแต่สติ  รู้ตัวอยู่เสมอ แต่ไม่เอาสติมาพุ่งชนเป้าหมายเพื่อทำลายสังขาร  ได้แต่รู้อยู่แต่ระดับผิวๆ  พอเจออาสวะกิเลสที่มีกำลังแรงมากแผลงฤทธิื์  ก็ไม่อาจต้านทานกำลังกิเลสได้    

          ข้าพเจ้าจึงยืนยันว่า      การเพ่งดูจิตแล้วเผาประหารกิเลสนี่แหละทางทั้งตรงทั้งลัด  พระพุทธองค์สอนไว้ในสติปัฏฐานสี่ว่า อาตาปี สัมปชาโณ สติมา  คือมีความเพียรเผากิเลส  เตโชวิปัสสนานี่เผาจริงๆ  เผาในระดับปรมัตถ ในระดับจิตที่มหัศจรรย์เกินบรรยาย เป็นธรรมที่ต้องค้นลงมาที่จิตจริงๆ  จินตนาการไม่ได้เลย

 

       เวลาศิษย์ที่สะสมกรรมมามาก  กรรมก็ปรากฏขึ้นทางกายเป็นเวทนาหรือมีความเจ็บปวดที่รุนแรง  เช่น ผู้ทำกรรมกับบุพการีมามาก  กรรมปรากฏที่กลางกระดูกสันหลังเลย   ที่กรรมฝังอยู่ตรงนี้ก็เพราะ  กระดูกสันหลังเป็นแกนชีวิต  กรรมชนิดนี้ หากยังไม่แก้ไข  พอตายไปแล้วดิ่งสถานเดียว    ส่วนผู้เพียรภาวนเผาบาปเผากิเลสมามาก  จะไม่มีความเจ็บปวดรุนแรงตามร่างกายเลย  จะมีเพียงความเมื่อยล้าตามลักษณะกายสังขารเท่านั้น   ข้าพเจ้าจึงสอนศิษย์เสมอว่า  เวลาภาวนาแล้วมีเวทนารุนแรง อย่าท้อถอย  ให้รู้ว่า ดีแล้วที่เราได้มีโอกาสแก้ไขตัวเอง  และอย่าคิดว่า ที่เวทนารุนแรงเพราะนั่งนานแล้วจึงปวด  แต่ทำไมเวลานั่งดูหนังสามชั่วโมงรวด  จึงไม่ปวด   นั่นก็เพราะเวลาดูหนัง จิตมันปรุง  แต่พอปฏิบัติภาวนา  จิตดิ่งลงไปดูความจริงที่ฝังในสังขาร จึงได้รู้กรรมที่ปรากฏเป็นเวทนา

 

       นักภาวนาที่พยายามหนีเวทนา  จะหาความเจริญก้าวหน้ามิได้เลย  เพราะการหนีภาวนา คือการหนีกรรมนั่นเอง   กรรม หรือทุกข์ มีไว้ให้เผชิญ  แต่ภพชาติ มีไว้ให้หนี  ดังนั้น ต้อง

ตั้งหลักให้ดี  สู้กันจนหยดสุดท้าย  นี่แหละ คือ ธรรมแท้ของคนจริง

      ผลสืบเนื่องจากการที่กรรมนั้นฝังไว้ในสังขาร    ผลจากการหยั่งรู้ลึกลงไปในชั้นสังขารด้วยการเพ่งดูจิตจริงๆ   ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจกระจ่างแจ้งถึง

ที่ไปของชีวิตหลังความตายว่า   เป็นอย่างไร  เป็นการรู้จากการภาวนาไม่ใช่จากตำรา  ข้าพเจ้าเขียนเป็นคำสอนเอาให้ศิษย์อ่านประจำสัปดาห์ใน Techoblog.org ในเรื่อง  “ตายแล้วไปไหน”  ให้ท่านอ่านพิจารณาดังนี้

 

….

   ตายแล้วไปไหน…..เป็นคำถามง่ายๆ  ที่คนอยากรู้อยู่เสมอ

        คำตอบที่คนส่วนใหญ่มักคิดแบบรวบความก็คือ 

       “ไปสวรรค์หรือนรก  แล้วแต่กรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้”

     ซึ่งในความเป็นจริง  มีรายละเอียดปลีกย่อยที่กว่าจะไปถึงสวรรค์หรือลงนรกนั้น  ก็มีหลักวิธีที่ควรรู้ไว้โดยความสำคัญอันดับแรกคือ

    จิตดวงสุดท้ายก่อนที่จะตาย  จะเป็นจิตดวงแรกที่พาไปจุติ

   หมายถึง  ผู้ตาย ตายด้วยจิตลักษณะใด ณ ขณะจิตนั้น จะเป็นดวงจิตที่พาไปเกิดในภพภูมิใหม่  ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำกรรมดีมามาก  แต่เคยมีกรรมชั่วติดค้างใจ   นึกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็เสียใจ เสียวสันหลัง หรือมีความหวาดกลัวผลกรรม ที่จะตามสนอง     พอถึงเวลาใกล้จะตาย  จิตจะอ่อนแรงเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน หากกรรมที่เคยทำไว้หรือสิ่งที่ติดค้างใจมีพลังแรง  จิตสังขารนั้นก็สามารถแทรกทะลุกรรมดีใดๆให้พุ่งหน้ามาส่งผลก่อน   จึงสามารถทำให้กลายเป็นคนที่แม้ทำดีมาพอควร แต่กลับไปจุติในอบายภูมิก่อนได้   

   ดังนั้น  การประคองจิตดวงสุดท้ายก่อนจะตาย  ให้นึกถึงแต่สิ่งดีๆ และสูงๆ เช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์  และสูงสุดคือนิพพาน  จะทำให้ผู้ใกล้ตายได้มีโอกาสไปจุติในที่สูงก่อนในช่วงสั้นๆ  เมื่อหมดอายุขัยแล้ว ก็ไปเสวยกรรมวิบากต่อไป 

      การจะค