Copyright © 2012-2019 - 5000s.org by Knowing Buddha Organization

" New York Times สัมภาษณ์ท่านอาจารย์"

                                                                

เล่าโดยคุณพัทธนะ

             เมื่อได้รับแจ้งจากคุณสายัณห์ เชยอักษร หัวหน้าหน่วยเลขาธิการ ของมูลนิธิโนอิ้งบุดด้าว่า “หนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์ค ไทม์ New York Times จะมาสัมภาษณ์ ให้เตรียมตัวให้พร้อม.

”ผมแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง.. New York Times สื่อหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ทุกวันไปทั่วโลก ผงาดอยู่บนแผงมานานเกือบ 170 ปี ..วันนี้ต้องการรู้จักกับโนอิ้งบุดด้า มูลนิธิที่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ต้องแนะนำตัวซ้ำถึงสองครั้ง เพื่อจะให้คนทราบว่า เราคือใคร..

 .. แล้วในที่สุดก็มาถึงวันนี้ วันที่โลกต้องหยุดและหันมาถามเราว่า .. “คุณคือใคร”

             ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณฮาน่า บีช Hannah Beech ได้เขียนอีเมลถึงเราว่า.. “ทีมงานของ New York Times มีความสนใจอย่างยิ่งในการทำงานของมูลนิธิ ที่ให้ความสำคัญในการรณรงค์เรื่องการปฏิบัติกับพระสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าอย่างเหมาะสม จึงใคร่ขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับความเป็นมาและเรื่องราวของมูลนิธิทั้งหมด เพื่อลงบทความ ..” แล้วความปลาบปลื้มใจก็ได้เกิดกับทีมงานทั้งสองฝ่าย เมื่อประธานมูลนิธิโนอิ้งบุดด้า ... ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เมตตาจะให้สัมภาษณ์ด้วยตัวท่านเอง เราจึงตระเตรียมข้อมูล อาทิผลงานที่ผ่านมา ภาพการเดินรณรงค์ หนังสั้น และอื่น ๆ ที่พากเพียรอุตสาหะต่อสู้เพื่อความเห็นตรงของคนทั้งโลกมาตลอด 6 ปี

             วันที่ 11 มกราคม 2561 ณ บ้านเรือนไทย ซอยสุขุมวิท67 ทีมงานจาก New York Times ได้มาถึงตามเวลานัดหมาย ... เธอเล่าว่า.. รู้จักองค์กรจากป้าย Billboard ที่ทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ และที่สนามบินภูเก็ต รวมถึงเห็นป้ายของมูลนิธิที่ด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ทำให้เธอทั้งทึ่ง และสนใจการทำงานขององค์กรมากขึ้นไปอีกว่า KBO คือใครและมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร..

คำตอบของท่านอาจารย์เป็นดังเช่นเจตนารมณ์ที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรว่า

“We are everywhere.. เราอยู่ทุกที่”

             ท่านอธิบายต่อว่า.. “แต่เรามาถึงจุดนี้ได้ด้วยแรงสนับสนุนและแรงขับเคลื่อนจากสมาชิกองค์กรเองเท่านั้น เราไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆเลยจากหน่วยงานใด ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ สำนักงานพระพุทธศาสนาหรือบริษัทเอกชน ป้าย Billboard ที่ค่าใช้จ่ายเดือนๆหนึ่งหลายล้านบาท ก็ได้มาจากเงินบริจาคทั้งสิ้น..เราคือองค์กรหนึ่งเดียวที่ยืนหยัดอยู่ท่างกลางมหาสมุทรแห่งความมืดบอด”

             ผู้มาเยือนรีบก้มหน้าบันทึกความ และนิ่งเพื่อฟังความจากท่านประธานมูลนิธิต่อ โดยมิได้เอ่ยถามอะไร ท่านอาจารย์จึงเมตตาอธิบายต่อว่า..“แม้แต่ชาวพุทธก็ใช้คำว่าปล่อยวางในทางที่ผิด กลายเป็นปล่อยปละละเลย ไม่ยอมลุกขึ้นต่อสู้และแก้ไขสิ่งที่ผิด..สำหรับที่สนามบิน องค์กรได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือ AOT เพราะเขาก็รู้สึกสะเทือนใจเหมือนชาวพุทธทุกคน แต่ไม่มีทางออก เมื่อเราไปเสนอทางแก้ไข เขาจึงร่วมมือดีมาก” ท่านอาจารย์เน้นย้ำว่า “สนามบินสุวรรณภูมิเป็น Frontier หรือแนวหน้าที่รณรงค์ได้ผลดีที่สุด..ที่ประตูสู่ประเทศของเรา เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเห็นป้ายของเรา จะเข้าใจทันทีว่า ผิดกฏหมาย และ ผิดกฏในความเป็นมนุษย์ เพราะการเคารพผู้ที่ควรเคารพ และสิ่งที่ควรเคารพคือจิตสำนึกพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน"

             ในแต่ละประเทศนั้นแม้จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผู้คนมีการศึกษาและมีพื้นฐานที่ต่างกัน แต่ควรอย่างยิ่งที่จะมีกฏหมายออกมาให้ประชาชนและสังคมโลกเข้าใจว่า ความเคารพคือกฏหมายและเป็นหลักสากล”นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ระดับโลก ได้สนใจตั้งคำถามมากมาย ด้วยต้องการให้ผู้ที่มีจุดยืนที่ชัดเจนเช่นโนอิ้งบุดด้า แสดงแนวความคิดออกมา ดังเช่นคำถามหนึ่งที่ว่า.. “เปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศพม่า ซึ่งเป็นประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แม้ว่าประเทศพม่าจะเป็นรัฐบาลทหาร แต่ประชาชนก็มีความศรัทธาอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนา และไม่มีปัญหาเรื่องการลบหลู่เหล่านี้ เพราะอะไร..?”

 

ท่านอาจารย์ได้เมตตาตอบคำถามข้อนี้อย่างกระจ่าง ว่า ..

             “เพราะประเทศพม่าเป็นเมืองปิดมานาน จึงยึดเหนี่ยวในพระพุทธศาสนาเพราะไม่มีสิ่งชักจูงใจ แต่ประเทศไทยเปิดประเทศ เปิดมานานจนทำให้คนหลงทาง และพระและผู้ปกครองอ่อนแอ ไม่เอาจริงทำให้พระพุทธศาสนาอ่อนแอ ซ้ำร้ายในประเทศไทย กลายเป็นพระสงฆ์เสียเองที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม ทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธา คนรุ่นใหม่เกิดความลังเลสงสัย รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไม่เข้าใจว่าทำไมพระถึงทำตนอย่างนี้.. แม้ว่าชาวพุทธอยากแก้ไขสิ่งเหล่านี้ แต่ก็ได้แต่พูดในใจ.. องค์กรโนอิ้ง บุดด้า จึงก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนและเป็นช่องทางให้ผู้คนสามารถร่วมกันออกมาแก้ไขสิ่งที่ผิด โดยเฉพาะเรื่องของสงฆ์ เป็นเรื่องน่าอายอย่างยิ่งที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่รู้ฐานะของตน ไม่รู้ในสิ่งที่พระควรทำ ทำให้พุทธศาสนิกชนในประเทศหมดความหวัง และไร้ที่พึ่งจากฟากบรรพชิต พระที่ดีนั้นมี แต่ท่านไม่เข้มแข็งพอที่จะออกมาแก้ไขสิ่งเหล่านี้ .. ตอนนี้จึงถึงเวลาของฆราวาสที่ต้องลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักในการแก้ปัญหาและสร้างความหวังให้พระพุทธศาสนา ทางองค์กรกำลังรณรงค์เรื่องนี้อย่างเต็มที่ ให้พระสงฆ์ปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เหมาะสม และพยายามแก้ไขพฤติกรรมของพระบางรูปที่ไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน และชี้นำสังคมไปในทางที่ผิด”ทว่าคำถามถัดมา ทำให้ผมที่นั่งอยู่ด้วยตรงนั้น ต้องกลั้นน้ำตาไว้ ใจอยากจะกราบแทบเท้าท่านอาจารย์เสียตรงนั้น คุณนักข่าวถามว่า..

 

“ด้วยอำนาจและอิทธิพลที่พระสงฆ์มี อันตรายแค่ไหนสำหรับท่านอาจารย์ในการรณรงค์เรื่องนี้..?”

ปณิธานอันแรงกล้าของผู้มีหน้าที่มายกพระศาสนา แสดงออกไปทันทีว่า..

“I have nothing to lose.. I do my duties even they have to trade with my life, I am willing to do so.”

“อาจารย์ไม่มีอะไรจะเสีย มันคือหน้าที่.. หน้าที่ที่แม้ต้องแลกด้วยชีวิต อาจารย์ก็จะทำ”

             ห้องเงียบกริบ นอกจากผมแล้ว ผู้มาสัมภาษณ์และทีมงานทุกคนก็น้ำตาเอ่อคลอเช่นกัน..ท่านอาจารย์อธิบายเพิ่มว่า.. “นี่คือหน้าที่ของพุทธบริษัททั้งสี่ ไม่ใช่ฝากไว้แต่กับภาคบรรพชิต แต่ภาคอีกภาคซึ่งมีจำนวนคนมากกว่ามาก นั่นคือฆราวาส เมื่อบรรพชิตอ่อนแอ ฆราวาสจึงต้องกอบกู้พระพุทธศาสนาและยืนหยัดสืบสานสิ่งที่พระพุทธเจ้าฝากไว้ให้พวกเราทุกคน ชาวต่างชาติเห็นชาวพุทธอ่อนแอ จึงทำอย่างไรกับเราก็ได้ คิดว่าความสงบระงับมาพร้อมการละเลย ปล่อยให้ใครย่ำยีอย่างไรก็ได้ ซึ่งผิด และไม่ใช่กับเรา.. เราปฏิบัติเพื่อความสงบระงับ แต่เราต้องแก้ไขสิ่งที่ผิดให้มาอยู่ในทางที่ถูกต้อง”ชัดเจน แจ่มแจ้ง “Yes, right right.!!” เสียงขานรับจากนักข่าว ซึ่งบัดนี้สิ้นความสงสัยในปฏิปทาของเรา..เหล่าสมาชิกโนอิ้งบุดด้า

คุณนักข่าวถามต่อว่า..

“ประเทศไทย ประเทศพม่า และประเทศศรีลังกา เป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งมีผลกระทบจากสองปัจจัย คือปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกจากต่างชาติและศาสนาอื่นๆ ปัญหาใดที่ส่งผลกระทบมากกว่ากัน..?”

 “We need to clean our house first.. เราต้องจัดการบ้านของเราก่อน” ท่านอาจารย์ตอบ

             “ เมื่อชาวพุทธทำหน้าที่ของชาวพุทธ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ชำระจิตใจและเดินตามอริยมรรค ตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ไม่หลงไม่ขอพร ไม่ทำพิธีกรรมต่างๆมากมาย เมื่อนั้นจะไม่มีปัญหาจากปัจจัยภายนอกใดๆเลย ยกตัวอย่างเช่น ศาสนายิว ผู้ที่นับถือศาสนายิวจะปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด และยึดในหลักคำสอนอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ศาสนายิวจึงเข้มแข็งมาก.. ดังนี้ ทุกปัญหานั้นเกิดจากภายในทั้งสิ้น เมื่อคนในศาสนาพุทธเองอ่อนแอ จึงทำให้ถูกแทรกแซง และไม่สามารถแม้แต่จะประกาศให้ชนชาติอื่นรู้และเข้าใจว่าการเป็นชาวพุทธที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ..เพราะเรายังเป็นชาวพุทธที่ดียังไม่ได้เลย”

“วิกฤตการทางการเงินของประเทศ ทำให้คนสนใจในหลักศาสนาพุทธมากขึ้นและช่วยศาสนาพุทธให้ยั่งยืนขึ้นไหมคะ..?”

             “หลังจากวิกฤต ผู้คนไร้ความหวังและอับจนหนทาง จึงหันหน้าเข้าหาหลักศาสนา.. แต่สิ่งใดก็ตามที่ถูกผลักดันด้วยอารมณ์ ไม่มีความยั่งยืน.. เป็นเพียงอารมณ์ที่ต้องการหาหนทางให้รู้สึกว่าตนเองรอด สิ่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน คือการเดินอยู่ในทางสายกลาง และมรรคมีองค์ 8 นั่นคือการหยุดทำความชั่ว ทำความดี และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์”

“แล้วในประเทศพม่า มีพระสงฆ์ที่ออกมาเรียกร้อง ประท้วงและเป็นแกนนำในการขับไล่ผู้นับถือศาสนาอื่น ท่านอาจารย์คิดเห็นอย่างไรคะ..?”

คุณนักข่าวถามต่อ 

คำตอบจากท่านอาจารย์คือ..

“ผู้ที่เป็นชาวพุทธที่โดยแท้จริงจะไม่มีวันทำเช่นนั้น.. ป้ายและคำจำกัดความของศาสนาก็เป็นเพียงป้าย.. เราทุกคนเป็นมนุษย์ และล้วนต้องการสันติภาพและความสงบสุข พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เราเป็นศัตรูกับใคร สำหรับพระสงฆ์ที่ทำเช่นนี้คือผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถ่องแท้ พวกเขาหลงทาง.. นี่คือความหลง” การปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ใช่การปกป้องในแบบที่ต้องป้องกันไม่ให้ใครมารุกรานบ้านของเรา แต่ต้องปกป้องโดยการเป็นมิตรกับผู้อื่นด้วยความเมตตา และเชิญให้มิตรเหล่านั้นเข้ามาบ้านของเรา ต้องเข้าใจก่อนว่าเขาต้องการอะไร แล้วเขาจึงจะเข้าใจเรา..การกระทำสุดโต่ง ตะโกนขับไล่ผู้อื่นเช่นนี้ทำให้โลกเข้าใจพระพุทธศาสนาในแบบผิดๆ

“แล้วเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์เป็นสามสถาบันหลักของประเทศ เรื่องศาสนาก็ดูจะมีเกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งความเป็นชาติที่ถูกนำมาโปรโมทอย่างมากจากรัฐบาลทหารในขณะนี้ ท่านอาจารย์มีความเห็นเรื่องนี้อย่างไรคะ..?”

ท่านอาจารย์เมตตาตอบอย่างแยบคายว่า..

             “ประเทศไทยตั้งอยู่ได้ด้วยสามสถาบันหลักของประเทศ หลักการนี้เป็นสิ่งที่สมควรแล้วเพราะประเทศไทย คือมาตุภูมิของเรา คือแผ่นดินแม่ เราจึงต้องมีหลักของประเทศและหลักของชีวิต หลักในจิตใจของคนไทยตั้งอยู่ด้วยสามสถาบันนี้ ในความเป็นชาติ มีพระศาสนาและพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่อดีตประเทศก็สามารถตั้งอยู่ได้ และผ่านพ้นวิกฤตต่างๆมาก็ด้วยความเสียสละของพระมหากษัตริย์และการสนับสนุนจากพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ทั้งนี้การยึดมั่นในหลักการนี้นั้นต้องกระทำด้วยความจริงใจและจริงจัง ไม่ใช่แค่เชิงสัญลักษณ์และนโยบาย แต่ต้องมีสำนึกกตัญญู ต้องรู้ว่าแผ่นดินนี้ได้ให้อะไรแก่เราบ้าง ชาตินี้ให้คุณอะไรกับเรา และประชาชนต้องมีศีลธรรม ต้องรู้หน้าที่ของตน และศาสนาพุทธนั้นเหมาะสมที่สุด เพราะไม่ได้สอนให้มีศรัทธาที่มืดบอด แม้แต่พระพุทธเจ้าก็มิได้สอนให้เชื่อเพราะพระองค์คือพระพุทธเจ้า แต่ทรงสอนด้วยหลักเหตุและผล พระพุทธศาสนาคือศาสนาแห่งปัญญา และการพิจารณา.. นี่คือหัวใจของทุกสิ่ง..แม้แต่ทหารก็ต้องรู้หน้าที่ของตน ไม่ใช่มาในฐานะนักการเมือง ไม่ใช่มาเพื่อบริหารประเทศ แต่เพื่อสร้างสมดุลให้มีการคานอำนาจเพื่อประเทศชาติ ในแต่ละวิกฤตการณ์ เราต้องหาทางออก แต่เมื่อผ่านพ้นไปแล้ว ทหารก็ควรกลับไปที่ฐานประจำการของตนเอง เพื่อให้ประเทศชาติเดินต่อไปได้”

มาถึงคำถามที่กำลังเป็นกระแสของความมัวหมอง ณ กาลปัจจุบันนี้.. คุณนักข่าวถามว่า

เรื่องพระเครื่องที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ ดังไปถึงประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ มีการอวดอ้างคุณสมบัติมากมายว่าจะทำให้ร่ำรวย มีโชคลาภ ปลอดภัย ท่านอาจารย์มีความเห็นอย่างไรคะ..?”

ท่านอาจารย์ตอบอย่างชัดเจนที่สุดว่า..

             “นี่คือความหลงอย่างที่สุด.. จากความไม่รู้แจ้ง ผู้คนทำให้พระพุทธเจ้ากลายเป็นสื่อแทนเรื่องความโชคดี และเครื่องราง.. พระพุทธรูปหรือเครื่องราง ควรจะเป็นสิ่งที่เตือนให้ผู้คนหยุดทำบาป และมุ่งมั่นชำระจิตใจให้บริสุทธิ์เพื่อค้นหาความสงบในจิตใจของตน นี่ต่างหากคือสิ่งที่พระพุทธรูปมีเพื่อให้เราระลึกถึง แต่เมื่อผู้คนไม่ได้ปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงสอนไว้อย่างจริงจัง จึงบิดเอาหลักคำสอนนี้ไปใช้เพื่อสนองความอยาก และความโลภ บูชาพระรุ่นนี้จะทำให้รวย รุ่นนี้ทำให้โชคดี ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ถ้าอยากจะมีเงินก็ต้องขยันทำงาน ไม่ใช่มาซื้อพระเครื่อง..สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดจากความเห็นผิดทั้งหมด เราอยู่ในทางที่ผิดมานานจนลืมไปแล้ว แม้แต่ในวัด พระสงฆ์ส่วนใหญ่ก็ชี้นำไปสู่หนทางที่ผิดและการขอพรเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีการสอนให้ปฏิบัติอย่างจริงๆจังๆ.กับประเพณีการบวชก็ต้องตั้งต้นกันตั้งแต่ตีลงมาที่ประเพณี ชี้ให้เห็นให้ชัดว่าการบวชนั้นมีเหตุผลจริงๆเพื่ออะไร ไม่ใช่บวชไปอย่างนั้น พ่อแม่ก็ต้องเข้าใจ ว่าการบวชนั้นต้องเกิดจากศรัทธา ไม่ใช่เมื่อบวชแล้วไม่ปฏิบัติ ไม่ได้เจริญรอยตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ต้องแก้ไขกันที่ประเพณี เพื่อปัญญาที่ถูกต้อง”

“I would like to fix everything if I could.. อาจารย์อยากจะแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าสามารถทำได้”

คำกล่าวปิดท้ายของท่านอาจารย์แทงเข้าไปในจิต การเกิดมาของเราในยุคนี้ มีหน้าที่ที่สำคัญเหลือเกิน เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้ก็รู้ทันทีว่า.. นี่คือโอกาสที่ท่านอาจารย์เมตตา เปิดทางให้ผู้มีวาสนาทุกดวงจิต ได้ร่วมกันผลักดันแก้ไขสิ่งที่ผิด นำจิตสำนึกและคุณความดีกลับมาสู่โลก นี่คือหนทางแห่งการเสียสละ การบำเพ็ญเพื่อเกื้อกูลโลก และนำไปสู่การพ้นไปจากโลก..

หากท่านเคยถามตัวเองว่า.. ชีวิตนี้.. เราเกิดมาทำไม?

วันนี้ท่านคงทราบแล้ว ทางมีแล้ว ผู้ชี้ทางมีแล้ว ..

เร่งความเพียร ทำหน้าที่ของตนให้ถึงพร้อม แม้พระพุทธศาสนาจะมีเพียงความหวังสุดท้ายที่เหลืออยู่ ..เราจะเป็นความหวังที่เข้มแข็งอันนั้น

..เรารู้ดีว่าเราคือความหวังสุดท้ายนั้น..

 ..เราคือส่วนหนึ่งของโนอิ้งบุดด้า..

จนกว่าจะไม่ต้องแนะนำตัวกับโลกนี้อีกต่อไป

นี่คือบทสัมภาษณ์ส่วนหลักๆ ยังมีบทสัมภาษณ์มากกว่านี้ ซึ่งคาดว่าจะตีพิมพ์ในปลายเดือนหน้า เพราะต่อจากสัมภาษณ์ท่านอาจารย์แล้ว นักข่าวท่านนี้ก็จะไปทำข่าวเรื่องโรฮิงญ่าที่ประเทศบังคลาเทศ

สัมภาษณ์เมื่อ 16 มกราคม 2561